เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้มีการบรรยายในที่ประชุมสำนักธรรมศาสตร์และการเมืองราชบัณฑิตยสถาน เรื่องกรรมหมู่ : พฤติกรรมสำคัญในการสร้างและทำลายสังคม โดย ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ซึ่งสรุปว่า
กรรมหมู่คือพฤติกรรมดีหรือพฤติกรรมชั่วที่คนร่วมกันทำเป็นหมู่ อาจมีผู้ร่วมทำมากบ้างน้อยบ้าง โดยให้ผลไม่ใช่เฉพาะแก่ผู้ทำเอง แต่ยังให้ผลถึงสังคมด้วย
ซึ่งผู้บรรยายได้ยกตัวอย่าง การเลือกตั้งว่าเป็นกรรมหมู่ใกล้ตัวที่มีทั้งสร้างแลทำลายสังคม ซึ่งการเลือกตั้งเป็นกรรมหมู่ที่สำคัญระหว่างฝ่ายนักการเมืองผู้ต้องการคะแนน กับฝ่ายประชาชนผู้ให้คะแนน
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่การเลือกตั้งไม่ว่าที่ไหนในโลกนี้มักจะใช้ "กิเลสนำคุณธรรม" เนื่องจากนักการเมืองที่ไม่ดีมักซื้อเสียง แสวงหาความนิยมด้วยการทำลายคู่แข่งด้วยวจีทุจริต คือการพูดเท็จใส่ร้าย พูดส่อเสียดยุยงให้แตกแยกกัน พูดหยาบคายด่าทอกัน
แต่สำหรับนักการเมืองที่ดีคือนักการเมืองที่หาเสียงโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ซื้อเสียง ไม่แสวงหาความนิยมโดยการทำลายคู่แข่งด้วยการกล่าววจีทุจริต คือ การพูดเท็จใส่ร้าย พูดส่อเสียดยุยงให้แตกแยกกัน พูดคำหยาบคายด่าทอกัน พูดเลื่อนลอยไร้สาระ จะชูนโยบายเป็นสำคัญ ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจถึงผลดีในนโยบายของพรรคตนที่สังคมจะได้รับ
แต่ผู้บรรยายกล่าวว่านักการเมืองที่ดีอย่างที่ว่านี้ยังหาไม่พบ ท่านได้แต่หวังว่าในอนาคตอาจจะเกิดมีการเมืองชนิดใหม่เกิดขึ้น คือ "การเมืองที่ใช้คุณธรรมนำกิเลส"
ผู้เขียนนั่งฟังอยู่ก็เกิดนึกไปถึงคำถามที่ผู้เขียนเองก็สงสัยมานานหลายปีในเรื่องของกรรมหมู่อย่างที่ว่านี้โดยติดใจถึงวิบากกรรม (ผลของกรรม) กรณีคลื่นถล่มฝั่งหรือสึนามิ (Tsunami) ที่เกิดขึ้นจากการที่แผ่นดินใต้ทะเลใกล้กับตอนเหนือของเกาะสุมาตราได้ยุบตัวลง ทำให้เกิดคลื่นมหายักษ์เข้าถล่มฝั่งเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 นั้นสร้างความเสียหายแก่ 15 ประเทศที่ตั้งอยู่ริมฝั่งมหาสมุทรอินเดีย คือ คลื่นจากสึนามินี้เดินทางหลายพันกิโลเมตรไปถึงแอฟริกาตะวันออก โดยที่มี 4 ประเทศไดรับความเสียหายมากที่สุดคือ ประเทศอินโดนีเซีย (ส่วนใหญ่ที่บริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา-อาเจะห์) คนตายประมาณ 167,736 คน รองลงมาคือ ประเทศศรีลังกา คนตายประมาณ 21,411 คน อันดับสามคือ ประเทศอินเดีย (ส่วนใหญ่ในบริเวณรัฐทมิฬนาดู) คนตายประมาณ 18,045 คน ส่วนประเทศไทยเป็นอันดับสี่ คนตายประมาณ 8,213 คน
บรรดาคนตายในภาคใต้ของประเทศไทยประมาณ 8,213 คน ปรากฏว่าเป็นคนต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกประมาณครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
ตรงนี้แหละที่ค้างคาอยู่ในใจมานานว่าคนต่างชาตินับพันคนมาเสียชีวิตพร้อมกับคนไทยอีกนับพันคนนั้นเป็นวิบากกรรม (ผลแห่งกรรม) จากกรรมหมู่หรืออย่างไร?
ผู้เคราะห์ร้ายร่วมหมื่นคนนี้ไปทำกรรมรายพระนามและรายนามผู้ได้รับพระราชทานอะไรไว้ด้วยกันหรือ จึงต้องมาจบชีวิตในประเทศไทย
ผู้เขียนได้สอบถามข้อกังขานี้กับท่านผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาหลายท่านและมักได้รับคำตอบคล้ายๆ กันว่าเป็นอจินไตย 4 อันมี พุทธวิสัย ฌานวิสัย กรรมวิสัย และโลกวิสัย ซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถรู้ได้ และถึงรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์แบบว่ารู้ไปก็เท่านั้น ดังนั้นอย่าไปคิดให้เสียสมองเลย เดี๋ยวเป็นบ้าไปเปล่าๆ
ผู้เขียนจึงต้องหันไปหาหนังสือของท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ และหนังสือของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) จนกระทั่งพบเรื่องนิยามห้าซึ่งถือว่าเป็นกฎธรรมชาติซึ่งกฎแห่งกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของกฎธรรมชาตินี้
หลักการสำคัญของนิยาม 5 อ้างอิงตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต คือ กฎธรรมชาติที่มีระเบียบแน่นอนของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ อันได้แก่ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง (ความเป็นของไม่เที่ยง) ทุกขัง (ความเป็นทุกข์) อนัตตา (ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน) ซึ่งเป็นข้อที่ 5 ของนิยาม 5 โดยสรุปคือสิ่งต่างๆ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในโลกนี้ย่อมเกิดมีขึ้น แล้วก็เสื่อมลง และในที่สุดก็ต้องเปลี่ยนรูปลักษณะแตกสลายไป ไม่มีอะไรถาวรคงทน ความไม่ถาวรนั้นแหละคือกฎของธรรมชาติ
ส่วนสิ่งที่กำหนดการเปลี่ยนแปลงนั้นมีอยู่ 5 อย่างคือ
1.อุตุนิยาม คือการเปลี่ยนแปลงของวัตถุ (สสาร) ที่ไม่มีชีวิต อันได้แก่ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงเป็นนิจอันเป็นอุณหภูมิหรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ เช่น ฤดูกาล สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด พายุดีเปรสชั่น เป็นต้น
2.พีชนิยาม คือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่มีชีวิต อันได้แก่ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย การสืบพันธุ์ มีพันธุกรรม เป็นต้น
3.จิตตนิยาม คือการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการทำงานของจิตที่มีเกิด ดับ อยู่ตลอดเวลา
4.กรรมนิยาม คือการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์ คือกระบวนการให้ผลของการกระทำ ที่ชาวบ้านมักอ้างถึงในรูปของ "กฎแห่งกรรม"
5.ธรรมนิยาม คือกฎของการเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่งรวมทั้งโลกด้วย คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันเป็นกฎธรรมชาตินั่นเอง
หากว่ากันตามหลักนิยามห้าแล้ว เรื่องกฎแห่งกรรมก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎธรรมชาตินั่นเอง ดังนั้นกฎแห่งกรรมจึงมิใช่คำตอบของปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโลกนี้ได้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1266398951&grpid=no&catid=02
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น